เป็นยังไงกันบ้าง โรงเรียนอื่นเขาปิดเทอมกันหมดแล้ว
โรงเรียนเรายังหัวปั่น ปั่นงานส่ง แถมยังต้องอ่านหนังสือสอบอีก
ใกล้ปิดเทอมทีไรเป็นอย่างนี้ทุกที เบื่อวัฏจักรแบบนี้แล้วน้า
ช่วงนี้อ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่งค่ะ ชื่อ .. สู่ความเป็นอัฉริยะด้วยการพัฒนาพลังสมอง
(Jerome becomes A GENIUS)
เป็นการไขความของสมองของชาวยิว
ทำไมคนเชื้อสายนี้ถึงได้ชื่อว่าฉลาดที่สุด
ทำไม 37 % ของบุคคลที่ได้รับรางวัลโนเบล จึงเป็นคนเชื้อสายยิว
ทำไมรายชื่อเศรษฐีที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก เป็นชาวยิวอีกนั้นแหละ
แล้วแม้แต่เจ้าพ่อวิทยาศาสตร์อย่างไอสไตส์ ก็เป็นชาวยิว
แล้วทำไม ทำไม ทำไม เขาเชื้อชาตินี้ถึงเคยจะถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ขนาดนั้น
ระหว่างการถกเถียง เปิดประเด็นของกลุ่มผู้เขียนหนังสือ
ที่พยายามไขความลับเหล่านี้อยู่ ครูเมย์สะดุดประโยคหนึ่งค่ะ ที่ว่า
"ชาวยิวพัฒนาจินตนาการแบบสร้างสรรค์
เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือก ชาวยิวรู้ดีกว่าชนชาติใดๆ
ว่าจินตนาการของพวกเขาเท่านั้นจะช่วยพวกเขา
ให้รอดพ้นจากสภาพความเป็นจริงอันมืดมนได้
เนื่องจากถูกกดขี่ข่มเหงมาตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์
พวกเขารู้ว่ามีเพียงจินตนาการแบบสร้างสรรค์เท่านั้น
ที่จะช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากความทุกข์ยาก
ด้วยความช่วยเหลือจากจินตนาการของตน
พวกเชาจึงแทรกเข้าไปในหัวใจอันเลือดเย็นของผู้กดขี่ได้
และโน้มน้าวให้ปฏิบัติต่อพวกเขาดีขึ้น
และด้วยความช่วยเหลือจากจินตนาการเท่านั้น
พวกเขาจึงเอาชนะสิ่งกีดขวางที่ชนชาติอื่นวางไว้เบื้องหน้าพวกเขาได้
และถึงแม้ว่าความพยายามทั้งหมดนี้จะล้มเหลว
ในการปรับปรุงสภาพความเป็นจริงทางกายภาพของพวกเขา
อย่างน้อยที่สุดจิตใจของพวกเขาก็พาพวกเขาให้พ้นจากสภาพความเป็นจริงอันโหดร้าย
ไปสู่อาณาจักรแห่งจิตวิญญานที่อยู่เหนือสภาพความเป็นจริงนั้นได้"
ไม่ใช่เพียงแต่ประโยคเดียวในหนังสือเล่มนี้
ยังมีอีกหลายประโยคค่ะ
แต่ที่สะดุดประโยคนี้อาจเป็นเพราะ เนื่องด้วยครูเมย์กำลังไขความลับอยู่เช่นเดียวกันค่ะ
ทำไมลูกศิษย์ส่วนหนึ่งของครูเมย์มันถึงกวนทีน และไม่เอาอะไรแล้วในชีวิตนอกจากเล่น
แล้วทำไมเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ถึงแสนร้ายเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ถึงแสนดี
แล้วทำไม ถึงไม่สามารถทำงานเสร็จส่งครูทันได้
ทั้งๆ ที่เราเตือนและวางแผนให้เขาตั้งแต่ต้นเทอมยันท้ายเทอมว่าคุณควรจะทำไง
จากประโยคข้างต้น ทำให้ครูเมย์ทราบว่า
เราทำให้การวางแผนเรียนรู้ที่มีเส้นทางแห่งความพยายาม
การฝึกฝน เส้นทางแห่งความสำเร็จที่ดูยุ่งยาก
วางแผนจัดการให้เขาเสร็จสรรพ
จนมันดูง่ายดายเกินไปจนเขาหมดความพยายาม
และ เป็นเพราะเราหรือเขากันแน่ ที่ไม่เข้าใจ
หรือเพราะเราเองที่จริงจังเกินไป ชีวิตเขาไม่ต้องใช้ความรับผิดชอบ
และความพยายามก็ได้ งั้นหรือ
เออ.. หรือคราวหน้าทำให้มันลำบากๆ กดดันๆ ไว้ ฮาฮา
สมองเรียนรู้ได้ดี เมื่อมีความคิดในแง่บวกค่ะ
หรือทฤษฏีนี้ใช้ไม่ได้กับทุกคน
จากนิตรยสาร a Day เล่มก่อน พบประโยคหนึ่งว่า
"ปัญหาของเด็กคือ ผู้ใหญ่"
เถียงในใจ "ปัญหาของครูคือนักเรียนเหมือนกันนะ"
และเด็กคงเถียง "ปัญหาของนักเรียนก็คือครูเหมือนกัน"
"ผู้ใหญ่ควรเลิกวิจารณ์เด็ก แล้วหันไปทำอะไรสร้างสรรค์กว่านี้ซะ"
มีความเชื่อว่า พลังเยาวชนจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้
และทำได้ดีกว่าผู้ใหญ่ซะอีก
แต่ความคิดเหล่านี้ถ้าหยุดเพียงความคิด
ไม่ได้ลงมือทำมันก็แค่อากาศเท่านั้น
ยังคงเชื่อทฤษฏีหนึ่งที่เรียกว่า Win-Win Solution
(ถ้าเขียนผิดโปรดช่วยเติมและแก้ไขผ่านมาหลายปีแล้วจำได้แต่หลักการ ฮาฮา)
ที่ทำให้ทุกฝ่ายชนะ ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแพ้ และต้องมีฝ่ายชนะ
อย่างตัวอย่างง่ายๆ ครูเมย์ไม่ต้องการชนะเธอเพราะนักเรียนทำผลงานมาส่งครูไม่ทัน
การชนะทั้งสองฝ่ายคือ ครูก็มีงานของครูตามหน้าที่คือครูต้องได้ผลงานของนักเรียนมาตรวจให้คะแนน
ส่วนนักเรียนก็ทำงานมาส่งครูแล้วได้คะแนน "ชนะทั้งสองฝ่าย "
แต่กลับกลายเป็นว่า การเพิ่มเวลาทำงาน เมื่อนักเรียนทำงานไม่ทัน
คือเพิ่มเวลาผ่อนคลายให้นักเรียนได้เล่นมากขึ้นเท่านั้น
มุมมองของเด็กบางส่วนย่อมไม่เห็นด้วยใน ความคิดนี้
เพราะ เขาไม่ได้เป็นแบบนั้นค่ะ เขายังมีพลังสร้างสรรค์
ทำงานเสร็จตรงเวลา เสร็จก่อนเวลา มีเวลาเหลือให้เล่น
นำหน้าแซงหน้าเพื่อนๆ และเริ่มเบื่อที่ครูไม่ยอมสอนเรื่องใหม่ๆ สักที
มัวแต่เขี่ยวเข็ญเพื่อนๆ ไร้ปัญญาของเขา ที่ยังทำงานเดิม เรื่องเดิมๆ ไม่เสร็จสักที
ผลจาก win-win ที่ครูพยายามทำกับเพื่อนส่วนใหญ่ของเขา
กลับกลายเป็นว่าเขาแพ้ แพ้และขาดทุนเพราะไม่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ควรจะได้
ครูก็แพ้เหมือนกัน แพ้ที่ยังไม่ได้สอนอะไรดีๆ ให้เขาอีกเยอะ
ครูมัวแต่สนใจเพื่อนอันแสนน่าเบื่อของเขา ที่ไม่ยอมพัฒนาตัวเองสักที
อ้างว่า ทำไม่เป็น ไม่รู้เรื่อง ครูเมย์เรียกอาการเหล่านี้ว่า ..ขี้แพ้ชวนตี
ค่ะ ตัวเองทำอะไรไม่ได้ และยังไม่ได้พยายาม ก็เที่ยวโยนความผิดให้สมอง
ระบบการศึกษา ประเทศชาติ แต่ไม่ได้ย้อนกลับมาปรับปรุงที่ตัวเองเลย
การหยิบยกปัญหาของเยาวชนบางส่วน
มาเหมารวมว่าเป็นปัญหาของเยาวชนทั้งประเทศไม่ถูกต้องนัก
แต่ผู้ใหญ่ก็มักหยิบยกประเด็นปัญหาเหล่านั้นมายัดเยียดให้เด็กเหล่านั้น
แล้วเด็กบางส่วนดันเอาปัญหาของคนอื่นมาเป็นปัญหาของตนเอง
ข่าวที่ว่า เด็กสาวส่วนหนึ่งไม่ใส่กางเกงใน
กลายเป็นว่า ตอนนี้ใครบางคนอาจกำลังคิดว่า
เด็กสาวและผู้หญิงข้างๆ คุณจะไม่ใส่กางเกงในแบบนั้นไหม
แล้วกลุ่มคนข่าวก็นำมาตีข่าวจนกลายเป็นว่า
ตกลงว่าตอนนี้ ฉันใส่กางเกงในอยู่ แล้วมันผิดหรือถูกกันนี่
หรือแม้แต่วัฒนธรรมแอ๊บแบ๊ว ที่กลายเป็นว่า
ทำหน้าตาแบบนี้ถ่ายรูป ผิด เฮ้ย.. ทำแบบนี้ไม่ได้
แล้วอยากทำว่า ให้เด็กๆ มันทำเหอะ มันทำแล้วน่ารัก
หรือว่า เพราะผู้ใหญ่ทำไม่ได้แล้วอิจฉาเด็ก
จึงกลายเป็นว่า ทำหน้าตาแบบนี้มันผิดธรรมเนียมไทยเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว
แล้วจะให้เด็กมันยืนตรงถ่ายรูป ยิ้มได้เฉพาะมุมปาก
โดยมีพื้นหลังของภาพเป็นฉากสีน้ำเงินไหมคะ
เรื่องนี้ครูไม่ว่าค่ะ เพราะสมัยครูหน้าตาแบบนี้เขาเรียกคิขุอาโนเนะ
ทำแล้วน่ารัก ไม่ต้องห่วง คุณควรมีรูปแบบนี้ไว้ดูในยามที่คุณโตขึ้น
มันทำให้คุณคิดถึงวัยเด็กอันสดใส
ค่ะ เชื่อไหมคะ ว่าการแซ่วเด็กเกรียน ของเด็กกลุ่มหนึ่ง
แต่เด็กกลุ่มนั้นมีอิทธิพลต่อคนส่วนใหญ่
ทำไงเด็กเรียนดี และมีความพยายามส่วนหนึ่ง
ถูกมองว่า ความเชื่อและความพยายามที่เขาเป็นอยู่ มันไม่ควรทำ
เอาค่ะ ไชโย ดีใจด้วยคุณทำให้อนาคตของคนๆ หนึ่ง
ที่อาจเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมในอนาคตหายไปแล้ว
เพียงเพราะเขาไม่เหมือนคุณ เขาไม่ได้ผิดนะคะ
แต่ไม่เหมือนแล้ว ขอไม่เดือดร้อนใครด้วยจะดีมากค่ะ
ที่เขียนมานี้ไม่ได้เข้าข้างเด็กและผู้ใหญ่
ไม่ได้เขียนในมุมมองของผู้ใหญ่ที่จ้องมองเด็ก
และไม่ได้เขียนในมุมมองของเด็กที่จ้องมองผู้ใหญ่
โลกนี้ยังมีอีกหลายมุม ที่เรายังต้องมองมัน
เราไม่ควรหยุดเพื่อมองแค่เพียงมุมเดียว
ไม่งั้นก็พลาดอะไรดีๆ ไปสิคะ
เราพัฒนาตัวเองได้แบบมีทางเลือก
ไม่ต้องมีใครมาบังคับให้เราคิดก็ได้
ไม่จำเป็นต้องถูกกดดัน กดขี่ ขมเหงแบบชาวยิวก่อน จึงจะพยายาม..
ปล. ไม่ได้เขียนมาเกือบเทอม..เรียกว่ามาบ่นอย่างสร้างสรรค์ได้มะนี่ ฮาฮา
ปล2. เหนื่อยค่ะ นักเรียน 80% ไม่ส่งงาน.. มองอีกมุม ไม่ส่งก็ไม่ต้องเหนื่อยตรวจ
จะเดือดร้อนแทนนักเรียนทำไม ฮาฮา เออ.. ครูคนดีน้า .. ส่งครูเถอะ ครูอยากตรวจ