2007/Sep/27

การเข้าใจตนเอง
เหมือนจะยากมาก แต่จริงๆ เป็นแค่เรื่องเส้นผมบังภูเขา
ลงทุนเวลาที่เราจะนั่งนิ่งๆ กับตัวเอง
อยู่นิ่งๆ แล้วมองภาพรวมของตัวเองให้ได้

เราต้องมีเวลาให้กับตัวเอง
คนเราทำงานวิ่งไปวิ่งมา จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง
เหมือนชีวิตเป็นการวิ่งไม่มีสิ้นสุด
เราต้องตัดวงจรให้ได้ นาทีนี้เราจะหยุดนิ่งอยู่กับตัวเอง
ให้เวลากับตัวเอง หยุดคิดเพื่อตัวเอง เพราะไม่มีใครทำให้เรานอกจากตัวเราเอง
ชีวิตของคนเราต้องมี เหมือนเป็นของขวัญให้กับตัวเอง

ถ้าเราเขียนขอบคุณทุกสรรพสิ่งรอบตัวก่อนนอนทุกคืน
จะเป็นการให้สมองของเรา เปิดสวิทช์ในเรื่องของดีๆ
เราจะฝันในเรื่องดีๆ คืนนั้น เราจะเกิดมากับอารมณ์เชิงบวก
(ในทางพุทธคือ การแผ่เมตตากับสรรพสิ่ง)
แล้วทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตทุกวัน

จากการสัมภาษณ์คุณหนูดี ในรายการตาสว่างค่ะ
ลองไป ชมกัน
http://hiptv.mcot.net/hipPlay.php?id=12114&SelectSpeed=256k

ช่วงนี้วิ่งจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง เหนื่อยมากๆๆ จริงๆ
หาเวลาให้ตัวเองบ้างเนอะ สู้ๆ

มาอัพเพิ่มหน่อย เมื่อกี้ยังไม่ครบรายละเอียด ในรายการสัญญาแย่งหนูดีพูด
แถมรายละเอียดเร่งๆ แทบไม่ได้อะไร ได้แค่จุดประกายเท่านั้น..
ต้องอ่านบทความนี้ประกอบอีกนิดส์

เกม "เริ่มต้นที่ตอนจบ"

โดยเกมนี้เล่นไม่ยาก แต่ใช้เวลาพอสมควร หนูดีเคยนำมาฝึกกับลูกศิษย์ของหนูดีบ่อย ๆ มีคนนั่งหลับตาไป ร้องไห้ไป มาหลายคนแล้ว เพราะเป็นเกมที่ทำให้เราได้ย้อนหลังกลับไปมองชีวิต ไม่ใช่แต่ต้นจนอวสาน แต่ว่ามองจากอวสาน มาตอนต้น

ถ้าพูดเปรียบเทียบเป็นภาษานักธุรกิจก็ต้องบอกว่า Begin with the end in mind. ก็คือ การเริ่มต้นมาจากการมองเห็นภาพตอนจบ หรือสัมฤทธิผลของเรื่อง

เกมนี้เริ่มที่ หนูดีจะขอให้ผู้อ่าน ลองหาเวลาเงียบ ๆ อยู่กับตัวเอง ในตอนที่เราไม่มีเรื่องรีบร้อนอันใดต้องไปทำ แล้วให้นั่งลง หลับตาจินตนาการภาพตัวเรา ตอนอายุสักแปดสิบ

โดยให้สมมติว่า เราจะต้องตายตอนอายุสักแปดสิบ และตอนนั้น เราเจ็บป่วย นอนอยู่บนเตียง หลังจากนั้น ให้เราลองจินตนาการ ย้อนกลับไปมองทั้งชีวิตของเราว่า ที่ผ่านมา เราได้ใช้มันไปอย่างไรบ้าง เราใช้เวลาของเราทำอะไรไป เราวิ่งตามอะไร เราวุ่นวายกับอะไร เรารักใคร เราไม่รักใคร ความสุข ความทุกข์ของเราเป็นผลจากอะไร

แต่สองคำถามที่สำคัญที่สุดก็คือ เราจะเสียดายที่สุด หากเราตายไปโดยไม่ได้ทำอะไร .. เราจะเสียดายที่สุด หากเราไม่ได้ใช้เวลากับใคร

หากเราตอบคำถามเหล่านี้ได้ อย่างกระจ่างชัด ก็จะมีเวลาบางช่วงที่เราจะไม่ใช้ไปอย่างที่เราใช้อยู่ จะมีกิจการบางกิจการ ที่เราไม่เลือกจะก่อตั้ง มีเพื่อนบางคนที่เราอาจจะเลิกคบ มีเงินบางก้อนที่เราจะปฏิเสธไม่รับสารพัดของสิ่งที่จะเกิดขึ้น ถ้าเรามีเวลาถอยออกมาจากชีวิต แล้วย้อนกลับไปมองเหมือนกับว่า เรากำลังดูหนังวิดิโอชีวิตของคนอื่นอยู่ แล้วก็วิจารณ์ว่าเขาคนนั้นตอนยังมีชีวิตอยู่ น่าจะทำอะไรที่ควรทำ

ทั้งหมดนี้ เป็นเทคนิคที่ง่ายดายและลึกซึ้ง เมื่อหนูดีลองทำแล้ว เป็นประโยชน์อย่างยิ่งถึงขั้นหนูดีเปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนชีวิต เพราะจากที่เคยคิดอย่างเด็กอายุยี่สิบ หนูดีกระโดดข้ามไปคิดแบบแปดสิบได้ ตอนนี้เลยเหมือนย้อนกลับมาใช้ชีวิตรอบสอง โดยอายุยังไม่ครบสามสิบเลย เหมือนมีสองชีวิตเลยค่ะ

เมื่อก่อนหนูดีเคยคิดว่า ความสำเร็จในชีวิตก็เหมือนกับการหาของใส่กล่อง คนเก่งกว่าก็ใช้เวลาเป็น ใช้ชีวิตคุ้ม ก็หาของมาใส่กล่องได้เร็วและมากกว่าคนอื่น แต่อีกปัจจัยที่ทำให้กล่องเต็มได้ ที่หนูดีไม่เคยคิดมาก่อนจะเล่นเกมนี้ก็คือ แค่เราเปลี่ยนขนาดกล่องให้เล็กลงซะ มันก็เต็มได้โดยไม่ยากเย็นเลย

ดังนั้น การใช้สมองให้เต็มที่ คุ้มค่า เพื่อให้ชีวิตมีสุขได้ครบด้านและง่ายดาย น่าจะอยู่ที่ศักยภาพในการถอยออกมาแล้วมองชีวิตจากมุมห่างออกไปอีกหน่อย มองย้อนกลับจากวันสุดท้ายของชีวิตก็เป็นความท้าทายที่น่าสนุกอีกแบบหนึ่ง มันเปลี่ยนชีวิตหนูดีมาแล้ว ในทางที่ดีขึ้นอย่างมหัศจรรย์ ด้วยคำถามง่าย ๆ ไม่กี่คำถาม

แล้ววันนี้ ท่านผู้อ่านของหนูดีคิดว่า ชีวิตนี้ ไม่ได้ทำอะไรแล้วจะเสียดายที่สุดคะ และไม่ได้ใช้เวลากับใครแล้วจะเสียดายที่สุดคะ

บทความ ของ วนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญอัจฉริยภาพปริญญาโท จากฮาร์วาร์ด


edit @ 2007/09/27 20:56:27

2007/Sep/27

เป็นยังไงกันบ้าง โรงเรียนอื่นเขาปิดเทอมกันหมดแล้ว
โรงเรียนเรายังหัวปั่น ปั่นงานส่ง แถมยังต้องอ่านหนังสือสอบอีก
ใกล้ปิดเทอมทีไรเป็นอย่างนี้ทุกที เบื่อวัฏจักรแบบนี้แล้วน้า

ช่วงนี้อ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่งค่ะ ชื่อ .. สู่ความเป็นอัฉริยะด้วยการพัฒนาพลังสมอง
(Jerome becomes A GENIUS)
เป็นการไขความของสมองของชาวยิว
ทำไมคนเชื้อสายนี้ถึงได้ชื่อว่าฉลาดที่สุด
ทำไม 37 % ของบุคคลที่ได้รับรางวัลโนเบล จึงเป็นคนเชื้อสายยิว
ทำไมรายชื่อเศรษฐีที่ติดอันดับต้นๆ ของโลก เป็นชาวยิวอีกนั้นแหละ
แล้วแม้แต่เจ้าพ่อวิทยาศาสตร์อย่างไอสไตส์ ก็เป็นชาวยิว
แล้วทำไม ทำไม ทำไม เขาเชื้อชาตินี้ถึงเคยจะถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ขนาดนั้น
ระหว่างการถกเถียง เปิดประเด็นของกลุ่มผู้เขียนหนังสือ
ที่พยายามไขความลับเหล่านี้อยู่ ครูเมย์สะดุดประโยคหนึ่งค่ะ ที่ว่า
"ชาวยิวพัฒนาจินตนาการแบบสร้างสรรค์
เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือก ชาวยิวรู้ดีกว่าชนชาติใดๆ
ว่าจินตนาการของพวกเขาเท่านั้นจะช่วยพวกเขา
ให้รอดพ้นจากสภาพความเป็นจริงอันมืดมนได้
เนื่องจากถูกกดขี่ข่มเหงมาตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์
พวกเขารู้ว่ามีเพียงจินตนาการแบบสร้างสรรค์เท่านั้น
ที่จะช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากความทุกข์ยาก
ด้วยความช่วยเหลือจากจินตนาการของตน
พวกเชาจึงแทรกเข้าไปในหัวใจอันเลือดเย็นของผู้กดขี่ได้
และโน้มน้าวให้ปฏิบัติต่อพวกเขาดีขึ้น
และด้วยความช่วยเหลือจากจินตนาการเท่านั้น
พวกเขาจึงเอาชนะสิ่งกีดขวางที่ชนชาติอื่นวางไว้เบื้องหน้าพวกเขาได้
และถึงแม้ว่าความพยายามทั้งหมดนี้จะล้มเหลว
ในการปรับปรุงสภาพความเป็นจริงทางกายภาพของพวกเขา
อย่างน้อยที่สุดจิตใจของพวกเขาก็พาพวกเขาให้พ้นจากสภาพความเป็นจริงอันโหดร้าย
ไปสู่อาณาจักรแห่งจิตวิญญานที่อยู่เหนือสภาพความเป็นจริงนั้นได้"

ไม่ใช่เพียงแต่ประโยคเดียวในหนังสือเล่มนี้
ยังมีอีกหลายประโยคค่ะ

แต่ที่สะดุดประโยคนี้อาจเป็นเพราะ เนื่องด้วยครูเมย์กำลังไขความลับอยู่เช่นเดียวกันค่ะ
ทำไมลูกศิษย์ส่วนหนึ่งของครูเมย์มันถึงกวนทีน และไม่เอาอะไรแล้วในชีวิตนอกจากเล่น
แล้วทำไมเด็กผู้ชายส่วนใหญ่ถึงแสนร้ายเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ถึงแสนดี
แล้วทำไม ถึงไม่สามารถทำงานเสร็จส่งครูทันได้
ทั้งๆ ที่เราเตือนและวางแผนให้เขาตั้งแต่ต้นเทอมยันท้ายเทอมว่าคุณควรจะทำไง
จากประโยคข้างต้น ทำให้ครูเมย์ทราบว่า
เราทำให้การวางแผนเรียนรู้ที่มีเส้นทางแห่งความพยายาม
การฝึกฝน เส้นทางแห่งความสำเร็จที่ดูยุ่งยาก
วางแผนจัดการให้เขาเสร็จสรรพ
จนมันดูง่ายดายเกินไปจนเขาหมดความพยายาม
และ เป็นเพราะเราหรือเขากันแน่ ที่ไม่เข้าใจ
หรือเพราะเราเองที่จริงจังเกินไป ชีวิตเขาไม่ต้องใช้ความรับผิดชอบ
และความพยายามก็ได้ งั้นหรือ
เออ.. หรือคราวหน้าทำให้มันลำบากๆ กดดันๆ ไว้ ฮาฮา
สมองเรียนรู้ได้ดี เมื่อมีความคิดในแง่บวกค่ะ
หรือทฤษฏีนี้ใช้ไม่ได้กับทุกคน

จากนิตรยสาร a Day เล่มก่อน พบประโยคหนึ่งว่า
"ปัญหาของเด็กคือ ผู้ใหญ่"
เถียงในใจ
"ปัญหาของครูคือนักเรียนเหมือนกันนะ"
และเด็กคงเถียง
"ปัญหาของนักเรียนก็คือครูเหมือนกัน"
"ผู้ใหญ่ควรเลิกวิจารณ์เด็ก แล้วหันไปทำอะไรสร้างสรรค์กว่านี้ซะ"

มีความเชื่อว่า พลังเยาวชนจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้
และทำได้ดีกว่าผู้ใหญ่ซะอีก
แต่ความคิดเหล่านี้ถ้าหยุดเพียงความคิด
ไม่ได้ลงมือทำมันก็แค่อากาศเท่านั้น
ยังคงเชื่อทฤษฏีหนึ่งที่เรียกว่า Win-Win Solution
(ถ้าเขียนผิดโปรดช่วยเติมและแก้ไขผ่านมาหลายปีแล้วจำได้แต่หลักการ ฮาฮา)
ที่ทำให้ทุกฝ่ายชนะ ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแพ้ และต้องมีฝ่ายชนะ
อย่างตัวอย่างง่ายๆ ครูเมย์ไม่ต้องการชนะเธอเพราะนักเรียนทำผลงานมาส่งครูไม่ทัน
การชนะทั้งสองฝ่ายคือ ครูก็มีงานของครูตามหน้าที่คือครูต้องได้ผลงานของนักเรียนมาตรวจให้คะแนน
ส่วนนักเรียนก็ทำงานมาส่งครูแล้วได้คะแนน "ชนะทั้งสองฝ่าย "
แต่กลับกลายเป็นว่า การเพิ่มเวลาทำงาน เมื่อนักเรียนทำงานไม่ทัน
คือเพิ่มเวลาผ่อนคลายให้นักเรียนได้เล่นมากขึ้นเท่านั้น

มุมมองของเด็กบางส่วนย่อมไม่เห็นด้วยใน ความคิดนี้
เพราะ เขาไม่ได้เป็นแบบนั้นค่ะ เขายังมีพลังสร้างสรรค์
ทำงานเสร็จตรงเวลา เสร็จก่อนเวลา มีเวลาเหลือให้เล่น
นำหน้าแซงหน้าเพื่อนๆ และเริ่มเบื่อที่ครูไม่ยอมสอนเรื่องใหม่ๆ สักที
มัวแต่เขี่ยวเข็ญเพื่อนๆ ไร้ปัญญาของเขา ที่ยังทำงานเดิม เรื่องเดิมๆ ไม่เสร็จสักที
ผลจาก win-win ที่ครูพยายามทำกับเพื่อนส่วนใหญ่ของเขา
กลับกลายเป็นว่าเขาแพ้ แพ้และขาดทุนเพราะไม่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ควรจะได้
ครูก็แพ้เหมือนกัน แพ้ที่ยังไม่ได้สอนอะไรดีๆ ให้เขาอีกเยอะ
ครูมัวแต่สนใจเพื่อนอันแสนน่าเบื่อของเขา ที่ไม่ยอมพัฒนาตัวเองสักที
อ้างว่า ทำไม่เป็น ไม่รู้เรื่อง ครูเมย์เรียกอาการเหล่านี้ว่า ..ขี้แพ้ชวนตี
ค่ะ ตัวเองทำอะไรไม่ได้ และยังไม่ได้พยายาม ก็เที่ยวโยนความผิดให้สมอง
ระบบการศึกษา ประเทศชาติ แต่ไม่ได้ย้อนกลับมาปรับปรุงที่ตัวเองเลย

การหยิบยกปัญหาของเยาวชนบางส่วน
มาเหมารวมว่าเป็นปัญหาของเยาวชนทั้งประเทศไม่ถูกต้องนัก
แต่ผู้ใหญ่ก็มักหยิบยกประเด็นปัญหาเหล่านั้นมายัดเยียดให้เด็กเหล่านั้น
แล้วเด็กบางส่วนดันเอาปัญหาของคนอื่นมาเป็นปัญหาของตนเอง
ข่าวที่ว่า เด็กสาวส่วนหนึ่งไม่ใส่กางเกงใน
กลายเป็นว่า ตอนนี้ใครบางคนอาจกำลังคิดว่า
เด็กสาวและผู้หญิงข้างๆ คุณจะไม่ใส่กางเกงในแบบนั้นไหม
แล้วกลุ่มคนข่าวก็นำมาตีข่าวจนกลายเป็นว่า
ตกลงว่าตอนนี้ ฉันใส่กางเกงในอยู่ แล้วมันผิดหรือถูกกันนี่

หรือแม้แต่วัฒนธรรมแอ๊บแบ๊ว ที่กลายเป็นว่า
ทำหน้าตาแบบนี้ถ่ายรูป ผิด เฮ้ย.. ทำแบบนี้ไม่ได้
แล้วอยากทำว่า ให้เด็กๆ มันทำเหอะ มันทำแล้วน่ารัก
หรือว่า เพราะผู้ใหญ่ทำไม่ได้แล้วอิจฉาเด็ก
จึงกลายเป็นว่า ทำหน้าตาแบบนี้มันผิดธรรมเนียมไทยเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว
แล้วจะให้เด็กมันยืนตรงถ่ายรูป ยิ้มได้เฉพาะมุมปาก
โดยมีพื้นหลังของภาพเป็นฉากสีน้ำเงินไหมคะ
เรื่องนี้ครูไม่ว่าค่ะ เพราะสมัยครูหน้าตาแบบนี้เขาเรียกคิขุอาโนเนะ
ทำแล้วน่ารัก ไม่ต้องห่วง คุณควรมีรูปแบบนี้ไว้ดูในยามที่คุณโตขึ้น
มันทำให้คุณคิดถึงวัยเด็กอันสดใส

ค่ะ เชื่อไหมคะ ว่าการแซ่วเด็กเกรียน ของเด็กกลุ่มหนึ่ง
แต่เด็กกลุ่มนั้นมีอิทธิพลต่อคนส่วนใหญ่
ทำไงเด็กเรียนดี และมีความพยายามส่วนหนึ่ง
ถูกมองว่า ความเชื่อและความพยายามที่เขาเป็นอยู่ มันไม่ควรทำ
เอาค่ะ ไชโย ดีใจด้วยคุณทำให้อนาคตของคนๆ หนึ่ง
ที่อาจเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมในอนาคตหายไปแล้ว
เพียงเพราะเขาไม่เหมือนคุณ เขาไม่ได้ผิดนะคะ
แต่ไม่เหมือนแล้ว ขอไม่เดือดร้อนใครด้วยจะดีมากค่ะ

ที่เขียนมานี้ไม่ได้เข้าข้างเด็กและผู้ใหญ่
ไม่ได้เขียนในมุมมองของผู้ใหญ่ที่จ้องมองเด็ก
และไม่ได้เขียนในมุมมองของเด็กที่จ้องมองผู้ใหญ่
โลกนี้ยังมีอีกหลายมุม ที่เรายังต้องมองมัน
เราไม่ควรหยุดเพื่อมองแค่เพียงมุมเดียว
ไม่งั้นก็พลาดอะไรดีๆ ไปสิคะ

เราพัฒนาตัวเองได้แบบมีทางเลือก
ไม่ต้องมีใครมาบังคับให้เราคิดก็ได้
ไม่จำเป็นต้องถูกกดดัน กดขี่ ขมเหงแบบชาวยิวก่อน จึงจะพยายาม..

ปล. ไม่ได้เขียนมาเกือบเทอม..เรียกว่ามาบ่นอย่างสร้างสรรค์ได้มะนี่ ฮาฮา

ปล2. เหนื่อยค่ะ นักเรียน 80% ไม่ส่งงาน.. มองอีกมุม ไม่ส่งก็ไม่ต้องเหนื่อยตรวจ

จะเดือดร้อนแทนนักเรียนทำไม ฮาฮา เออ.. ครูคนดีน้า .. ส่งครูเถอะ ครูอยากตรวจ